「 เวียดนาม ก็ตามนั้น 」
「 22-25 Febuary 2020 」
ซินจ่าวววววว - ก่ามเอินนนนนน เวียดนาม อีกหนึ่งหมุดหมายท่องเที่ยวยอดฮิตของคนไทย ซึ่งมีกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวหลายรูปแบบให้ได้ค้นหา ไม่ว่าจะการจราจรอันเป็นเอกลัษณ์ อากาศที่หนาวเย็นในบางพื้นที่ พืชผลเมืองหนาวที่หาได้ไม่บ่อยในบ้านเรา กาแฟ ช็อคโกแลต แสนอร่อย และค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่ไม่แพง (ถ้าไม่ถูกโขกราคา) ซึ่งนั่นก็คงเพียงพอที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้อยากมาเยือนประเทศแห่งนี้สักครั้งในชีวิต
______________________
© Photo by Sync
หลังจากเดินทางถึงที่พัก เราก็สะดุดตากับร้านกาแฟสุดชิค ที่มีโต๊ะนั่งกินริมฟุตบาธ โดยเป็นโต๊ะและเก้าอี้เตี้ย ๆ  ซึ่งเก้าอี้เตี้ย ๆ แบบนี้ถือวัฒนธรรมร้านน้ำชาของที่นี่เลย
หลังจากกินกาแฟกันไปแล้ว ก็เดินทางไปชม โบสถ์สีชมพูสวยสด Nhà thờ Tân Định ซึ่งเป็นโบสถ์สไตล์โกธิค โดดเด่นด้วยสีชมพู
เราไปต่อกันยัง Ho Chi Minh City's Book Street ถนนเส้นเล็ก ๆ ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านหนังสือและคาเฟ่เกร๋ ๆ
อ่าวหญ่าย - ชุดประจำชาติของเวียดนาม พอได้เห็นคนใส่แล้วดูสวยมากเลย
Saigon Central Post Office เป็นไปรษณีย์กลางของไซง่อน นักท่องเที่ยวเยอะมาก โซนด้านหน้ามีแผงขายของเต็มไปหมด ส่วนโซนด้านใน เป็นที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งส่งไปรษณีย์ได้อยู่ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทำงานตามปกติ
ใกล้ ๆ กันจะเป็นโบสถ์ Notre Dame Cathedral of Saigon สร้างขึ้นในสมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นโบสถ์ที่ลอกแบบมาจากโบสถ์ Notre Dame ที่ฝรั่งเศส
Nguyễn Huệ Walking Street วอลค์กิ้งสตรีท เส้นทางยาว ที่เริ่มจากศาลาว่าการเมือง และ 2 ฝั่งรายล้อมไปด้วยโรงแรมและร้านค้า โดยมีน้ำพุเป็น Landmark ที่สวยงาม ตกค่ำก็จะเปิดไฟสวยขึ้นไปอีก
The Cafe Apartment ตึกแถวที่มีร้านค้า คาเฟ่ อยู่ภายใน เป็นจุดหมายมหาชนบน walking street แห่งนี้
ที่เวียดนามค่อนข้างเสรีในการผลิตเบียร์ ทำให้มีโรงเบียร์คราฟ์ตมากมาย
ที่นครโฮจิมินห์ก็มีคนขายถั่วต้มนะ หากเราแฮงค์เอาท์กันริมถนน ก็จะมีคนขายเดินมาขาย เพียงแต่ที่เราเจอจะไม่ใช่บังแต่เป็นคุณป้าขายแทน
เช้าวันต่อมา เราออกมาเดินเล่นรอบ ๆ ตลาด Ben Thanh Market ก็จะได้พบวิถีชีวิตของคนที่นี้ และบางครั้งก็พบเจอการเล่นหมากกระดานกันบนพื้นแบบนี้เลย
แวะที่ Café Legend ร้านกาแฟชื่อดังของเวียดนาม ก่อนที่เราจะเดินทางต่อไปยังเมืองดาลัด ซึ่งการเดินทางไปดาลัดนั้น มีทั้งทางบกและทางอากาศ เราเลือกไปทางอากาศ โดยเรียกแท็กซี่จากที่พักเพื่อพาเราไปยังสนามบิน
เรามาถึงเมืองดาลัดกันตอนค่ำ เลยเดินออกไปสำรวจบริเวณ Dalat Market ซึ่งยังคงมีร้านขายของอยู่บ้าง
พิซซ่าเวียดนาม อีกหนึ่งเช็คลิสต์ของนักท่องเที่ยว ที่มักจะต้องมาสั่งกินเสมอ ซึ่งตอนกลางคืนที่ Dalat Market นี้ก็จะมีแผงขายพิซซ่าเวียดนาม ตั้งเรียงรายกันหลายร้าน
Cosy House Da Lat 3 ที่พักของเราที่เมืองดาลัด เมืองแห่งนี้ในสมัยที่เป็นอาณานิคมได้ถูกสร้างไว้เพื่อเป็นเมืองพักตากอากาศของฝรั่งเศส ต่อมาเมืองนี้ได้พัฒนาจนกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ มีร้านค้า คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านขายของ กิจกรรมท่องเที่ยว และที่พักมากมายให้เลือก ซึ่งเมืองดาลัดนี้ เป็นเมืองในหุบเขาที่อยู่สูงสักหน่อย ทำให้อากาศเย็นเกือบตลอดทั้งปี ช่วงที่เราไปตอนกลางคืนอุณหภูมิลดไปถึง 13 องศาเซลเซียสกันเลย
แม้ดาลัดจะเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ แต่การเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ก็ไม่สะดวกนัก เพราะไม่ได้มีรถสาธารณะให้บริการ เราจึงเช่ามอเตอร์ไซค์กับทางที่พัก และนี่คือรถที่เราได้
รถ ที่มีกระจกข้างซ้ายข้างเดียว ซึ่งจริง ๆ มันคือกระจกข้างขวาที่เอามาใส่ข้างซ้ายแล้วหมุนกระจกไปอีกทาง...
มีแอบใจหวั่น ๆ เล็กน้อย
Domaine de Marie โบสถ์สีชมพูแห่งเมืองดาลัด สวยงามมาก ๆ
Dalat Market ตอนกลางวัน เราเดินสำรวจที่นี่อยู่พักใหญ่ ได้พบร้านค้า ร้านอาหาร และมุมใหม่ ๆ เยอะ รวมถึงได้เห็นวิถีชีวิตผู้คนแห่งนี้ด้วย
หลังจากสำรวจ Dalat Market เราไปต่อยัง Dalat Cable Car ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวของเมืองนี้ โดยเราต้องซื้อตั๋วแล้วก็จะได้นั่งกระเช้าข้ามไปยังอีกฝั่งของภูเขา เราก็จะได้เห็นทิวทัศน์ป่าสน ของเมืองแห่งนี้
Thiền viện Trúc lâm วัดจีนที่อยู่อีกฝากของ Dalat Cable Car ซึ่งสามารถเดินเข้าชมได้เลย ไม่เสียค่าเข้า
อีกหนึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวของที่นี่คือ New Alpine Coaster เป็นรถรางแบบ 2 ที่นั่ง โดยรถจะไหลลงไปตามรางโค้งคดเคี้ยว ลัดเลาะภูเขาและป่าสน ซึ่งจะมีเพียงเบรกให้เราบังคับเท่านั้น ว่าจะไหลลงเร็วหรือช้า
เมื่อไหลรถรางลงมาจนสุด ปลายทางของรถรางก็จะเป็น น้ำตก Datanla Waterfall ที่อยู่กลางหุบเขา
Tuyền Lâm Lake ทะเลสาบขนาดใหญ่ ไม่ไกลจาก New Alpine Coaster มากนัก
ตกเย็นเรากลับเข้าเมือง มาที่ Lam Vien Square ซึ่งถือเป็นลานอเนกประสงค์ ที่มักเป็นแหล่งรวมตัวของ วัยรุ่น ผู้คนที่มาพักผ่อนของเมืองดาลัด และที่ลาดแห่งนี้ก็จะมี DOHA Cafe คาเฟรูปทรงดอกอาติโชคที่ประดับด้วยกระจกรอบด้านอย่างสวยงาม
แมวดาลัท นอนอาบแดดยามเช้าอย่างสนุกสนาน
บรรยากาศรอบ ๆ เมืองดาลัท
ดาลัด เมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ รถเยอะเหมือนกรุงเทพฯ แต่พิเศษกว่าตรงที่ ไม่มีไฟเขียวไฟแดงเลยสักอันเดียว !! ที่เมืองนี้ใช้นวัฒกรรมทางจราจรที่ชื่อว่า "วงเวียน" เพียงอย่างเดียว ในการจัดการจราจรตามแยกต่าง ๆ การขับรถที่นี่วัดใจกันล้วน ๆ
ซึ่งการขับรถที่นี่ จะมีอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ แตร การใช้สัญญาณแตรของที่นี่ ไม่ใช่การไล่หรือด่า แต่ใช้เพื่อบอกสัญญาณ "ขอทาง" ซึ่งเมื่อไม่มีไฟเขียวไฟแดง มีแต่เพียงวงเวียน หากเราเห็นช่องว่างระหว่างรถคันหน้ากับคนถัดไป ประมาณ 2-3 เมตร นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะแทรกรถเราเข้าไป ซึ่งก็ทำได้โดยการกดแตร 2-3 ทีแล้วพุ่งแทรกปาดหน้าเขาไปเลย คันที่โดนเราปาดหน้าเขาจะไม่ด่าหรือหัวร้อนแต่อย่างใด เราก็จะหักหลบเพื่อไป ปาดหน้า คันอื่นต่อ คันอื่นก็จะหลบไปทางอื่น ปาดหน้า หลบกันไป หลบกันมา ต่อ ๆ กันไปเป็นแบบนี้ ซึ่งหากเราจับจังหวะบนท้องถนนที่นี่ได้ ก็ไม่ยากเกินไปที่เราจะแว้นกันในเมืองแห่งนี้
อ่อ แต่รถที่นี่ขับชิดขวานะ ใครอยากลอง ต้องตั้งสติหน่อย อย่าเผลอชิดซ้ายเชียวล่ะ 
ร้านขายของบางร้านก็ใช้สีสันที่โดดเด่นสดุดตา เสมือนเป็นคำเชื้อเชิญให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูป
แยกแถว ๆ ตลาดดาลัท ยังคงมีบ้านทรงเก่า ๆ ให้เห็นอยู่บ้าง
ขนมครกเวียดนาม ชิ้นใหญ่ ใส่ไข่นกกระทาลงไปด้วย ส่วนรสชาตินั้น จืดสนิท ไม่มีการปลุกรสใด ๆ
ร้านกาแฟแบบท้องถิ่น แม้จะอยู่ใกล้จุดแลนด์มาร์คท่องเที่ยวของเมือง แต่คนขายพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้ โดยราคากาแฟแก้วละ 1 หมื่น(ดอง) กับขนมครกร้านเมื่อกี้ที่โคตรจืด
ซึ่งปกติแล้ว ร้านแบบท้องถิ่น เรามักจะเจอกับผู้คนที่ พูดภาษาอังกฤษ ไม่ได้ ทำให้บางครั้งเราก็อดอุดหนุนพวกเขา บางร้านก็ใจดีพยายามใช้ภาษามือสื่อสารกับเรา อย่างเช่นร้านนี้
Tin lành Chruch ที่ดาลัดจะมีโบสถ์ของคริสเตียนอยู่เยอะพอสมควร
คลองที่ดาลัด คงเพราะเป็นเมืองที่ฝรั่งเศสสร้างไว้เป็นเมืองพักตากอากาศ เราจะได้เห็นตลิ่งของคูคลองสร้างไว้ดูสวยดี แต่น่าเสียดายที่น้ำเหม็น ดำมาก และพบขยะได้ทั่วไป
แล้วก็ถึงเวลาต้องบอกลาเมืองแห่งนี้ จบทริปแล้วเหลือเงินเป็นล้านนนนน
ซึ่งที่ดาลัดมีไฟลต์บินตรงกลับกรุงเทพฯ เลยด้วย
Back to Top